c r e a t i v e & c r i t i c a l + + b l o g


วิธีหายเมาแบบง่ายๆ
เมษายน 10, 2007, 10:41 am
Filed under: critical

คุณเคยประสบปัญหาแบบนี้บ้างมั้ย?

ปาร์ตี้หนัก จนนอนแล้วหัวหนักจนไม่อยากลุกจากเตียง
สังสรรค์กับเพื่อนดึก จนตื่นมาจำไม่ได้ว่ากลับมาบ้านได้ยังไง

หลากหลายปัญหาที่คุณเคยพบเจอกับการดื่มเหล้ามากเกิน จนทำให้การตื่นทรมานกว่าที่คิด
อย่างเช่นที่เจอกับตัวในวันนี้ แต่ไม่เป็นไรครับ
ปัญหาของเราจะหมดไปด้วยวิธีง่ายๆต่อไปนี้

1. หลังจากตื่นนอนแบบแสนจะแฮงค์แล้ว ให้รีบเข้าครัวไปต้ม ชง หรือทำอะไรก็ได้ให้เกิดกาแฟดำ ร้อน และเข้มข้น แบบที่วอลแตร์พูดไว้ว่า “good coffee, black as devil, hot as hell” เสร็จแล้วจัดการจิบให้หมดทั้งๆที่ยังร้อนอยู่แบบไม่ต้องเติมอะไรเลย เมื่อผ่านไปสัก 15 นาทีแล้วอาการจะดีขึ้นอย่างกับโกหก เป็นเพราะว่าคาเฟอีนในกาแฟนี่แหละครับที่ช่วยชีวิตคุณไว้ด้วยการไปปลุกโสตประสาททั้งหมดของคุณให้หายจากพิษของแอลกอฮอล์ที่ตกค้างมาจากคืนอันหนักหน่วง

2. วิธีต่อมาเหมาะกับคนรักสุขภาพที่ไม่ชอบกินกาแฟครับ คือเมื่อตื่นมาแล้วรีบคว้าขวดน้ำเปล่าสักขวดใหญ่ๆ ขวดนึง แล้วจัดการกินให้หมดขวดในทันที เสร็จแล้วให้ไปหาส้มมากินสักผล หรือไม่ก็น้ำมะนาวสักแก้ว อาการหัวหนักของคุณจะหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะน้ำจะไปล้างระบบภายในของคุณ แล้ววิตามินในส้มและมะนาวจะไปสรา้งความสดชื่นสดใสและปรับสมดุลของร่างกายที่ถูกทำลายไปเพราะแอลกอฮอล์

3. วิธีสุดท้ายครับ ง่ายสุดเลย แต่ก็ทำยากที่สุดด้วย (โดยเฉพาะกับผมเอง) จะมาห้ามกันไม่ให้ดื่มคงไม่ใช่เรืองที่น่าทำมากนัก แต่มันคือเรื่องจริงครับ ถ้าไม่อยากเมา ก็ไม่ต้องดื่ม ไม่ต้องไปกินมัน

แต่มันทำยากนะครับ ว่ามั้ย?

ป.ล. ตัวหนังสือในวันนี้อาจจะผิดๆหูหรือแปร่งๆสำเนียงไปบ้าง ผมขอโยนความผิดให้แสงโสมสองกลมเมื่อคืนนี้ไว้ ณ ที่นี้



I am I am, but that’s ok ดูหนังแล้วย้อนดูเรา
มีนาคม 30, 2007, 11:37 pm
Filed under: critical

เมื่อวานไปดูหนังอย่างฉูกละหุกกับเพื่อนที่ฝึกงานมาด้วยกันเรื่องนึง ด้วยความอยากดูอยู่แล้ว บวกกับการไม่อยากเห็นใครไปดูหนังคนเดียวผมเลยจึงตอบตกลงไปแบบไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย

เป็นความรู้สึกแปลกๆที่ต้องมาดูหนังรัก (แบบแปลกๆ) กับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน รู้ตัวอีกทีก็ยืนร้องเพลงสรรเสริญฯในลิโด้แล้ว

ซึ่งก็คือหนังเรื่อง I’m a cyborg, but that’s ok หรือในชื่อไทยสุดเลี่ยนว่า “ถึงจะบ้า ก้บ้าร้ากกก”ผลงานชิ้นล่าสุดของ พาร์ค ชาน วุค ผู้ปลุกปั่น ปลุกปั้น หนังไตรภาคแห่งความพยาบาทอย่าง Sympathy for Mr./Mrs. Vengeance และ Old Boy ที่ผมคลั่งไคล้หนักหนา มาคราวนี่พี่แกเล่นฉีกแนวหนังแบบเดิมไปแบบไม่มีชิ้นดีด้วยการริอ่านทำหนังรัก !!! ไม่ธรรมดาครับคาวมอยากดูเลยมีมากอยู่แล้ว ประจวบกับนางเอกหนังเืรื่องนี้คือ อิม ซุ จอง ซึ่งถ้ายังจำกันได้ เธอคือนางเอกหนังเรื่องตู้ซ่อนผี ที่เอาความน่ารัก หวาน ใส มาละลายใจผู้ชายไทย (แบบผม) ไปหลายคน (ขออนุญาตไม่นำเอาเรื่องพระเอกลง หมั่นไส้ !!)

หนังหยิบเอาเรื่องความรักของคนบ้า ในโรงพยาบาลบ้ามาพูด มองเผินๆจากตัวอย่างหนังก็อาจคิดว่าหนังเป็นเรื่องความรักตามสไตล์หนังรัก เกาหลีที่ภาพสวย เพลงเพราะ พระ-นางน่ารัก แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ครับ เพราะอย่าลืมว่าคนที่กำกับหนังเรื่องนี้เป็นผู้ชายที่ชื่อ ปาร์ค ชาน วุค ดังนั้นสิ่งละอัน พันละน้อย ที่แสนเพี้ยนทั้งหลาย รวมอยู่ในหนังเรื่องนี้ทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่การสร้างตัวละครหลักสองตัวขึ้นมา ทั้งพระเอกที่มีปัญหาขาดความสนใจจากพ่อแม่ จนกลายเป็นเด็ก “ไร้ตัวตน” ที่ชอบขโมยของ หรือนางเอกที่มียายแสนเพี้ยนที่กินแต่หัวไชเท้า กับแม่ขี้บ่น จนทำให้เธอคิดว่าตัวเธอเองเป็นหุ่นยนต์ !!!

หนังไม่ได้เป็นหนังดูง่ายอย่างที่ผมคิด ตรงข้าม มันดูยากกว่า Old Boy หรือเรื่องก่อนๆหน้านั้นที่โหดและบ้าเลือดกว่านี้อีก หนังไม่ใช้การเล่าแบบลำดับ 1-2-3 เหยาะด้วยฉากหิมะโปรยหรือทางเดินกลับบ้านที่มีใบไม้เปลี่ยนสีของฤดูใบไม้ร่วงตามแบบสูตรสำเร็จของหนงรักเกาหลี หนังเลือกใช้การเล่าเรื่องวนไปมา บทสนทนาซ้ำๆ รัวเร็ว ฟังไม่ได้ความ เหมือนกำลังจะบอกว่า นี่คือเรื่องความรักของคนที่ไม่ปกติ ความรักของคนบ้า กว่าเราจะผ่านช่วงครึ่งแรกๆของหนังมาได้ก็แทบบ้าตามนางเอกไปหลายหน

แต่ในครึ่งหลังของหนัง สิ่งที่หนังพูด คือสิ่งที่ผมประทับใจจากหนังเรื่องนี้มากที่สุด มันวิ่งแรงแซงทางโค้งนางเอกแสนน่ารักมาโดยทันที สิ่งนั้นก็คือ ความเห็นใจ (sympathy) ที่ตัวพระเอกมีต่อนางเอกที่กำลังจะตายเพราะคิดว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์เลยไม่ยอมกินข้าวจึงเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดของหนัง เป็นรูปแบบของความรักที่บริสุทธิ์ ด้วยบริบทของการเกิดขึ้นในโรงพยาบาลบ้า จึงไม่มีซึ่งมารยาใดๆมาฉาบเคลือบความรักของทั้งคู่ไว้ ซึ่งเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของหนังเรื่องก่อนๆของผู็้กำกับคนนี้ที่เน้นเรื่องความแค้น (vengeance) ความพยาบาท การต่อสู้ เลือด การฆ่า ราคะ สารพันเท่าที่จะขุดมาเล่าได้

บางที ความรักที่จริงใจที่สุด ก็ไม่ได้เกิดมาจากความหลงใหลในตัวของแต่ละคน ไม่ได้ร้อนแรงแบบปากของสกาเลท โจฮันสัน มันเป็นแค่เรื่อง ที่คนสองคนรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน เป็นความรัก ที่ไม่มีเรื่องของผลต่างตอบแทน

ผมจะไม่บอกว่าบทสรุปของหนังเรื่องนี้ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นยังไง ใครจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ต่ำกว่ามาตรฐานของผู้กำกับ หรือว่าดูยากเกินไป หรือเรนหล่อน้อยไป ผมไม่สน ผมว่าการที่เราจะมองเห็นค่าของความเห็นใจว่ามีค่าแค่ไหน ก็ด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ด้วยตา…

แต่ด้วยหัวใจ

แล้วคุณจะใส่ใจอะไรรอบๆตัวขึ้นมากขึ้น

เชื่อผมสิ !!

—–

ออกจากโรงหนังแล้วผมก็มอง หน้าตาที่ยังดูงงๆของเพื่อน แล้วพลันเหลือบไปเห็นหน้าตัวเองในกระจก…

มันไม่ได้งงน้อยไปกว่ากัีนเลย

…..

แต่่เราสองคนยิ้ม :)



the power of bio clock
มีนาคม 29, 2007, 10:05 am
Filed under: critical

คุณเคยตื่นนอนตอนเช้าได้ ตามเวลาที่อยากจะตื่นโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกบ้างหรือเปล่า?

ผมเองเป็นคนนึงที่เวลาชีวิต และวิธีการเข้านอน-ตื่นนอน ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ธรรมชาติอยากให้เป็น นับตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย
ด้วยการนอนดึกถึงดึกมาก แล้วไปตื่นเอาตอนเที่ยง หรือบ่าย ซึ่งผิดวิสัยที่มนุษย์ทั่วไปพึงจะทำเป็นอย่างมาก

ไม่พอครับ

เหตุผลในการนอนดึกส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นเพราะทำงานดึกเลย แต่เป็นเพราะนั่งสังสรรค์กันเสียจนพระบิณฑบาตรมากกว่าในอัตรที่น่าจกใจ จึงไม่แปลกใจเลยว่าอาการโรคภูมิแพ้ที่หายไปนาน และความอ่อนเพลียมันจึงหมักหมมสะสมมาตลอด 3 ปี

จนกระทั่งการต้องมาฝึกงานทุกเช้าทำให้นิสัยการนอน และการตื่นนอนของผมเปลี่ยนไป
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการตั้งนาฬิกาปลุก 7 โมงครึ่งของผมใช้ไม่ได้ผลเลยแม้แต่วันเดียว
เป็นเพราะผมจะตื่นขึ้นมาก่อนเวลาที่นาฬิกาปลุกจะดังสักสองถึงสามนาทีตลอด
ไม่ว่าจะนอนดึก เที่ยวดึกขนาดไหน ก็จะตื่นก่อนเวลาปลกตลอด

มาเมื่อคืนที่ผมอยากทดลองอะไรบางอย่งกับตัวเอง
เลยจัดการตั้งนาฬืกาปลุกไว้เป็นเวลา 8 โมงเช้า
ผลเป็นยังไงหรอครับ

แน่นอนครับว่าผมตื่นก่อน 8 โมงสองถึงสามนาทีเหมือนเดิม !!

อาการตื่นเช้าแบบสั่งได้แบบนี้ ภาษาฝรั่งเขาเรียกกันว่า Bio Clock

สาเหตุที่ทำให้คนตื่นเช้าแบบสั่งได้นั้น
จริงๆแล้วมาจากการที่สมองส่วนกลางสั่งให้ร่างกายพร้อมที่จะทำงานเมื่อถึงเวลาที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องตื่น
ด้วยเซลล์รับแสงของดวงตาจะทำหน้าที่วัดความเข้มของแสงในเวลาที่เราตื่น
ถ้าแสงมีความเข้มข้นในระดับเดียวกันกับเวลานี้ของวันก่อนๆ
สมองก้จะสั่งให้ร่างกายของเราก็จะตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติโดยไม่มีความงัวเงีย เพราะสมองได้เตรีมร่างกายได้เตรียมพร้อมกับการตื่นนอนไว้แล้ว

มีการทำการทดลองทฤษฎีนี้ในหลายๆประเทศ โดยการให้คนที่ตื่นเป็นเวลาเดิมๆตลอดอย่างเป้นธรรมชาติ เข้าไปนอนในห้องที่ไม่มีแสงอาทิตย์ ผลปรากฏว่า เวลาในการตื่นนอนของคนที่รับการทดลองนั้นผิดเพี้ยนไปจากเวลาปกติ
แนวคิด ฺBio Clock จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

————-

ถึงจะรู็สึกแปลกๆ บ้างที่ต้องตื่นเช้าผิดเวลาปกติ
แต่คนโบราณเค้าพูดไว้ครับ
ว่าการตื่นเช้าเป็นพรของชีวิตข้อหนึ่ง

แล้วคุณจะไม่ลองตื่นเช้าดูบ้างเลยหรือ?



กรุงเทพ… ฝนตก
มีนาคม 19, 2007, 12:25 am
Filed under: critical

มันต้องมีความสัมพันธ์อะไรกันระหว่าง

การที่โตเกียวหิมะตกน้อยลงแบบฮวบฮาบ

กับการที่ซิดนีย์อากาศร้อนมากขึ้นแบบน่าตกใจ

กับการที่กรมอุตุฯของอเมริกาออกมาบอกว่าปีนี้เป็นปีที่โลกร้อนที่สุดตั้งแต่เคยมีการวัดอุณหภูมิมา

กับการที่ฝนตกในกรุงเทพเช้าเช้าเดือนมีนาแบบนี้

เห็นอะไรบ้างไหมครับ

ผมเห็นอยู่อย่างหนึ่ง

ผมเห็นว่าถึงเวลาที่ธรรมชาติจะแก้แค้นเราคืนแล้ว

ตลอด 1 ศตวรรษที่ผ่านมา เราพ่นควัน ทิ้งเรี่ยราด ตัดป่า ทำลายน้ำ

ไม่รู้ว่าโลกเจ็บแค่ไหนกับการโดนทำร้ายแบบหนักหน่วงรุนแรง โดยสปีชีส์มาใหม่อย่างมนุษย์

มันมากเกินไปครับกับ 100 ปีที่มนุษย์ทำลายสมดุลที่ธรรมชาติสร้างมาเป็นเวลาหลายล้านปี

เราทุกคนต้องรับผิดชอบครับ

ผมขอเริ่มด้วยการปิดคอมพิวเตอร์ก่อนก็แล้วกัน !!