c r e a t i v e & c r i t i c a l + + b l o g


ใกล้ไป…
กันยายน 8, 2007, 10:41 pm
Filed under: Uncategorized

เป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำหรับของสองสิ่งที่อยู่ถัดจากกัน
จะมี "ช่องว่าง" ระหว่างของสองสิ่งนั้นอยู่
จะห่างมาก ห่างน้อย อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆก็สุดแต่ว่าระยะทางระหว่างกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


























อย่างข้างบนเมื่อกี้ก็เป็นช่องว่างระหว่างบรรทัด

ก็คงไม่แปลกอะไรที่คนสองคน บังเอิญถูกคนข้างบนเค้าขีดเส้นทางเดินให้บังเอิญมาจ้ะเอ๋กัน
คนสองคนนั้นก็ย่อมจะมี "ช่องว่าง"  ระหว่างกันอย่างไม่ต้องสงสัย
 

พื้นที่ที่ไปไม่ถึงกันนั้น บ้างก็คือพื้นที่ส่วนตัวของใครบางคนที่ไม่อยากให้คนอื่นๆก้าวเข้าไป
หรืออาจเป็น หน้ากากของเราที่สวมใส่ไว้เมื่อเจอกับใครต่อใคร
ทั้งความเป็น ผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้ใหญ่กับเด็ก รุ่นพี่่กับรุ่นน้อง
 


ชีวิตของเราจึงกลายเป็นการจัดการความห่างของเรากับสิ่งต่างๆ และระหว่างเรากับใครหลายๆคน
พื้นที่ว่างที่ไกลเกินไปเราต้องเติมทับให้มันใกล้ขึ้้น ก่อนจะห่างหาย
กลับกัน การอยู่ใกล้กันเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดี
เหมือนที่ คาริล ยิบราน เคยเขียนไว้ว่า "จงยืนอยู่ใกล้กัน แต่อย่าใกล้กันเกินไปนัก เพราะเสาในวิหารก็อยู๋ห่างกัน"


 
บางครั้งการต้องคอยหยุดตัวเองไม่ให้เดินเข้าไปทักทายกับใครอีกคน เพราะกลัวว่าคำทักทายนั้นมันจะมากเกินไป
การพยายามหาที่หลบสายตาของตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครคนนั้นเห็นเมื่อเค้าเดินผ่าน ไม่ใช่เรื่องสนุก
 
เหมือนเพลงใกล้ไป เพลงใหม่ของ friday ที่ฟังกี่ทีกี่ทีก็โดนคนมีปัญหาด้านการแอบมองเค้าข้างเดียวแบบเราทุกที..



ฟังแล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่าเมื่อไหร่จะจัดการกับช่องว่างในชีวิตของตัวเองให้ได้ดีกว่านี้บ้าง



 

แล้วระยะห่างแค่ไหน ถึงจะพอดี มาบอกกันสักทีก็ดีนะ 


that girl..from Ipanema
พฤษภาคม 11, 2007, 1:13 am
Filed under: Uncategorized

เป็นยังไงกันบ้างกับฝนที่มาก่อนฤดูไปนิดนึง แต่ตกลงมามากไปหน่อยของเมืองไทยในปีนี้
หลายๆคนที่ชอบหน้าฝนก็คงจะฉ่ำชื่น หัวเราะถูกใจเป็นที่ครึกครื้นแบบผม
แต่หลายๆคน ที่หลงรักสายลมร้อนแผ่วผ่าวของฤดูร้อนก็คงเซ้งไปตามๆกัน
ด้วยฤดูร้อนที่สั้น แต่ร้อนแรงยังกับไฟเออร์ของปีนี้
ทำให้ใคร ต่อใครอดไปเที่ยวทะเลตามที่วางแผนไว้

ไม่ได้จะมาบอกหรอกครับว่าทะเลไทยสวยมากแค่ไหน
แต่อยู่ดีๆวันนี้ตอนฝนตกหนัก(ถึงหนักมาก) ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมนึกถึงเพลงเพลงหนึ่ง
คนที่หลงรักฤดูร้อนน่าจะรู้จักเพลงนี้กันบ้าง ไม่มากก็น้อย
เพราะเพลงนี้เกี่ยวข้องกับชายหาดที่จั่วหัวไว้ตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วครับ
ซึ่งคงจะเป็นเพลงอะไรไปไม่ได้นอกจากเพลง The Girl From Ipanema เพลงชาติของดนตรีแบบบอซซาโนว่านั่นเอง

ตลอดช่วงที่ฝนตกหนักสุดๆของวันนี้ทำให้ผมนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
แต่ความอึมทึม มืดมัวซัว ไม่ได้ทำให้นึกถึงตัวเพลงที่แสนฮาเฮเลย
ผมกลับนึกถึงผู้หญิงบราซิลเลี่ยนคนนั้นที่เพลงกล่าวถึง
ว่าเธอจะสวยขนาดไหนถึงกับที่ Antonio Carlos Jobim ครูเพลงบอซซ่าต้องแต่งเพลงๆนี้ให้กับเธอ
อยากรู้แล้วใช่ไหมครับ? อยากรู็ผมจะบอกให้

ย้อนกลับไปช่วงปี 1960 นึกถึงภาพชายหาด Ipanema ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิลที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน
สูง ต่ำ ดำ ขาว ยาก ดี มี จน ล้วนมีให้เห็น
แต่ที่พบเจอได้มากที่สุดคือผู้หญิงสวย :)
กระทาหนุ่มโจบิมกำลังสอดส่ายสายตาตามปกติในบ่ายหน้าร้อน(ที่ฝนไม่ตก) ในร้านเหล้าเล็กๆริมหาด
ในมือข้างหนึ่งประคองแก้วรัมไว้
อีกข้างโอบกอดกีตาร์คู่ใจไม่ห่างกาย
แต่นัยตาหลังเลนส์แว่นกันแดดของเขาไปสบพบเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดี
ไม่เหมือนกับหญิงงามบราซิลเลียนอื่นๆที่เคยพบพาน

(ผมคิดว่าตอนนี้โจบิมคงน้ำลายหกอยู่)

พอได้สติก็รีบหยิบกีตาร์คู่ใจแล้วเล่นคอร์ดคอร์ดแรกของเพลง
ซึ่งในเวลาต่อมา เป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกร้องต่อมากที่สุดในโลก
เพลงที่ซึ่งสดุดีหญิงสาวคนนั้น
คนที่มีชื่อว่า Heloísa Pinheiro

ภาพข�งเธ�สมัยยุค 60

หญิงสาวผู้ถือเป็นต้นกำเนิดเพลงอมตะเพลงนี้เป็นชาวริโอโดยกำเนิด เติบโตขึ้นมาอยู่ริมหาดมาตั้งแต่เด็ก
เธอจึงได้รับความงามแบบ carioca(ชาวริโอ เดอ จาเนโร) มาเต็มพิกัด จากการบ่มเพาะด้วยแสงเพราะอาทิตย์ สายลม และไอทะเล
ดังคำกล่าวของคนบราซิลด้วยกันเองที่พูดถึงความงามของหญิงสาว carioca ไว้ว่า

‘”the exemplar of the raw Carioca: a golden-tanned girl, a mixture of flower and mermaid, full of brightness and grace, the sight of whom is also sad, in that she carries with her, on her route to the sea, the feeling of beauty that fades, of the beauty that is not ours alone — it is a gift of life in its constant, beautiful and melancholic ebb and flow.”

ไม่ต้องถอดความนะครับ เข้าใจแจ่มแจ้งกันดีแล้ว
จึงไม่แปลกใจเลยที่ทำไมหนุ่มๆริมหาดนี้จึงหลงไหลเธอคนนี้เข้าขั้นหัวปักหัวปำ
เพราะเธอเล่นเดินไปโรงเรียนที ผมสยายที
เดินกลับบ้านแวะซื้อบุหรี่ให้แม่ ก็ฉีกยิ้มพิมพ์ใจซะยังงั้น
โจบิมและผองเพื่อนทนไม่ได้ครับ จึงแต่งเพลงแซวแม่สาวคนนี้เป็นเพลง Garôta de Ipanema ซะเลย

ภาพขงสาวเจ้าในวัยสาวสะพรั่ง ข้างๆเป็นโน้ตดราฟแรกขงเพลงนี้ที่แต่งขึ้น

โดยเนื้อเพลงเดิมแต่งขึ้นเป็นภาาาโปรตุกีสโดย Vinicius de Moraes ซึ่งร้องครั้งแรกโดยราชินีเพลงแจ๊สตลอดกาลอย่าง Astrud Gilberto ในปี 1962
เราลองมาดูกันชัดๆดีกว่าว่า เธอสวยขนาดไหนกันจากเนื้อเพลงเพลงนี้ครับ

Tall and tan and young and lovely
the girl from Ipanema goes walking
and when she passes
each one she passes
goes “Ahhh!”

When she walks she’s like a samba
that swings so cool and sways so gently
that when she passes
each one she passes
goes “Ahhh!”

Oh, but he watches so sadly
How can he tell her he loves her?
Yes, he would give his heart gladly.

But each day when she walks to the sea
she looks straight ahead
not at he.

Tall and tan and young and lovely
the girl from Ipanema goes walking
and when she passes
he smiles
but she doesn’t see.
She just doesn’t see.
No, she doesn’t see….
[เนื้อเพลงฉบับภาษาอังกฤษแตงโดย Norman Gimbel ครับ]


เวลาบ่ายโมงในขณะที่ออฟฟิศยังไม่มีใครกลับมาจากกินข้าวเที่ยง
ผมปิดเพลงนี้ที่ฟังมาได้กว่าสิบรอบแล้วมองออกไปดูกรุงเทพในแบบฉ่ำฝน และฟ้าสีเทา
แต่สาบานได้ว่าในนาทีนั้น
ผมได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ดังแว่วแผ่วมา

ป.ล.
ภาพขง Heloisa ในปัจจุบัน



วิธีหายเมาแบบง่ายๆ
เมษายน 10, 2007, 10:41 am
Filed under: critical

คุณเคยประสบปัญหาแบบนี้บ้างมั้ย?

ปาร์ตี้หนัก จนนอนแล้วหัวหนักจนไม่อยากลุกจากเตียง
สังสรรค์กับเพื่อนดึก จนตื่นมาจำไม่ได้ว่ากลับมาบ้านได้ยังไง

หลากหลายปัญหาที่คุณเคยพบเจอกับการดื่มเหล้ามากเกิน จนทำให้การตื่นทรมานกว่าที่คิด
อย่างเช่นที่เจอกับตัวในวันนี้ แต่ไม่เป็นไรครับ
ปัญหาของเราจะหมดไปด้วยวิธีง่ายๆต่อไปนี้

1. หลังจากตื่นนอนแบบแสนจะแฮงค์แล้ว ให้รีบเข้าครัวไปต้ม ชง หรือทำอะไรก็ได้ให้เกิดกาแฟดำ ร้อน และเข้มข้น แบบที่วอลแตร์พูดไว้ว่า “good coffee, black as devil, hot as hell” เสร็จแล้วจัดการจิบให้หมดทั้งๆที่ยังร้อนอยู่แบบไม่ต้องเติมอะไรเลย เมื่อผ่านไปสัก 15 นาทีแล้วอาการจะดีขึ้นอย่างกับโกหก เป็นเพราะว่าคาเฟอีนในกาแฟนี่แหละครับที่ช่วยชีวิตคุณไว้ด้วยการไปปลุกโสตประสาททั้งหมดของคุณให้หายจากพิษของแอลกอฮอล์ที่ตกค้างมาจากคืนอันหนักหน่วง

2. วิธีต่อมาเหมาะกับคนรักสุขภาพที่ไม่ชอบกินกาแฟครับ คือเมื่อตื่นมาแล้วรีบคว้าขวดน้ำเปล่าสักขวดใหญ่ๆ ขวดนึง แล้วจัดการกินให้หมดขวดในทันที เสร็จแล้วให้ไปหาส้มมากินสักผล หรือไม่ก็น้ำมะนาวสักแก้ว อาการหัวหนักของคุณจะหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะน้ำจะไปล้างระบบภายในของคุณ แล้ววิตามินในส้มและมะนาวจะไปสรา้งความสดชื่นสดใสและปรับสมดุลของร่างกายที่ถูกทำลายไปเพราะแอลกอฮอล์

3. วิธีสุดท้ายครับ ง่ายสุดเลย แต่ก็ทำยากที่สุดด้วย (โดยเฉพาะกับผมเอง) จะมาห้ามกันไม่ให้ดื่มคงไม่ใช่เรืองที่น่าทำมากนัก แต่มันคือเรื่องจริงครับ ถ้าไม่อยากเมา ก็ไม่ต้องดื่ม ไม่ต้องไปกินมัน

แต่มันทำยากนะครับ ว่ามั้ย?

ป.ล. ตัวหนังสือในวันนี้อาจจะผิดๆหูหรือแปร่งๆสำเนียงไปบ้าง ผมขอโยนความผิดให้แสงโสมสองกลมเมื่อคืนนี้ไว้ ณ ที่นี้



I am I am, but that’s ok ดูหนังแล้วย้อนดูเรา
มีนาคม 30, 2007, 11:37 pm
Filed under: critical

เมื่อวานไปดูหนังอย่างฉูกละหุกกับเพื่อนที่ฝึกงานมาด้วยกันเรื่องนึง ด้วยความอยากดูอยู่แล้ว บวกกับการไม่อยากเห็นใครไปดูหนังคนเดียวผมเลยจึงตอบตกลงไปแบบไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย

เป็นความรู้สึกแปลกๆที่ต้องมาดูหนังรัก (แบบแปลกๆ) กับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน รู้ตัวอีกทีก็ยืนร้องเพลงสรรเสริญฯในลิโด้แล้ว

ซึ่งก็คือหนังเรื่อง I’m a cyborg, but that’s ok หรือในชื่อไทยสุดเลี่ยนว่า “ถึงจะบ้า ก้บ้าร้ากกก”ผลงานชิ้นล่าสุดของ พาร์ค ชาน วุค ผู้ปลุกปั่น ปลุกปั้น หนังไตรภาคแห่งความพยาบาทอย่าง Sympathy for Mr./Mrs. Vengeance และ Old Boy ที่ผมคลั่งไคล้หนักหนา มาคราวนี่พี่แกเล่นฉีกแนวหนังแบบเดิมไปแบบไม่มีชิ้นดีด้วยการริอ่านทำหนังรัก !!! ไม่ธรรมดาครับคาวมอยากดูเลยมีมากอยู่แล้ว ประจวบกับนางเอกหนังเืรื่องนี้คือ อิม ซุ จอง ซึ่งถ้ายังจำกันได้ เธอคือนางเอกหนังเรื่องตู้ซ่อนผี ที่เอาความน่ารัก หวาน ใส มาละลายใจผู้ชายไทย (แบบผม) ไปหลายคน (ขออนุญาตไม่นำเอาเรื่องพระเอกลง หมั่นไส้ !!)

หนังหยิบเอาเรื่องความรักของคนบ้า ในโรงพยาบาลบ้ามาพูด มองเผินๆจากตัวอย่างหนังก็อาจคิดว่าหนังเป็นเรื่องความรักตามสไตล์หนังรัก เกาหลีที่ภาพสวย เพลงเพราะ พระ-นางน่ารัก แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ครับ เพราะอย่าลืมว่าคนที่กำกับหนังเรื่องนี้เป็นผู้ชายที่ชื่อ ปาร์ค ชาน วุค ดังนั้นสิ่งละอัน พันละน้อย ที่แสนเพี้ยนทั้งหลาย รวมอยู่ในหนังเรื่องนี้ทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่การสร้างตัวละครหลักสองตัวขึ้นมา ทั้งพระเอกที่มีปัญหาขาดความสนใจจากพ่อแม่ จนกลายเป็นเด็ก “ไร้ตัวตน” ที่ชอบขโมยของ หรือนางเอกที่มียายแสนเพี้ยนที่กินแต่หัวไชเท้า กับแม่ขี้บ่น จนทำให้เธอคิดว่าตัวเธอเองเป็นหุ่นยนต์ !!!

หนังไม่ได้เป็นหนังดูง่ายอย่างที่ผมคิด ตรงข้าม มันดูยากกว่า Old Boy หรือเรื่องก่อนๆหน้านั้นที่โหดและบ้าเลือดกว่านี้อีก หนังไม่ใช้การเล่าแบบลำดับ 1-2-3 เหยาะด้วยฉากหิมะโปรยหรือทางเดินกลับบ้านที่มีใบไม้เปลี่ยนสีของฤดูใบไม้ร่วงตามแบบสูตรสำเร็จของหนงรักเกาหลี หนังเลือกใช้การเล่าเรื่องวนไปมา บทสนทนาซ้ำๆ รัวเร็ว ฟังไม่ได้ความ เหมือนกำลังจะบอกว่า นี่คือเรื่องความรักของคนที่ไม่ปกติ ความรักของคนบ้า กว่าเราจะผ่านช่วงครึ่งแรกๆของหนังมาได้ก็แทบบ้าตามนางเอกไปหลายหน

แต่ในครึ่งหลังของหนัง สิ่งที่หนังพูด คือสิ่งที่ผมประทับใจจากหนังเรื่องนี้มากที่สุด มันวิ่งแรงแซงทางโค้งนางเอกแสนน่ารักมาโดยทันที สิ่งนั้นก็คือ ความเห็นใจ (sympathy) ที่ตัวพระเอกมีต่อนางเอกที่กำลังจะตายเพราะคิดว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์เลยไม่ยอมกินข้าวจึงเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดของหนัง เป็นรูปแบบของความรักที่บริสุทธิ์ ด้วยบริบทของการเกิดขึ้นในโรงพยาบาลบ้า จึงไม่มีซึ่งมารยาใดๆมาฉาบเคลือบความรักของทั้งคู่ไว้ ซึ่งเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของหนังเรื่องก่อนๆของผู็้กำกับคนนี้ที่เน้นเรื่องความแค้น (vengeance) ความพยาบาท การต่อสู้ เลือด การฆ่า ราคะ สารพันเท่าที่จะขุดมาเล่าได้

บางที ความรักที่จริงใจที่สุด ก็ไม่ได้เกิดมาจากความหลงใหลในตัวของแต่ละคน ไม่ได้ร้อนแรงแบบปากของสกาเลท โจฮันสัน มันเป็นแค่เรื่อง ที่คนสองคนรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน เป็นความรัก ที่ไม่มีเรื่องของผลต่างตอบแทน

ผมจะไม่บอกว่าบทสรุปของหนังเรื่องนี้ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นยังไง ใครจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ต่ำกว่ามาตรฐานของผู้กำกับ หรือว่าดูยากเกินไป หรือเรนหล่อน้อยไป ผมไม่สน ผมว่าการที่เราจะมองเห็นค่าของความเห็นใจว่ามีค่าแค่ไหน ก็ด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ด้วยตา…

แต่ด้วยหัวใจ

แล้วคุณจะใส่ใจอะไรรอบๆตัวขึ้นมากขึ้น

เชื่อผมสิ !!

—–

ออกจากโรงหนังแล้วผมก็มอง หน้าตาที่ยังดูงงๆของเพื่อน แล้วพลันเหลือบไปเห็นหน้าตัวเองในกระจก…

มันไม่ได้งงน้อยไปกว่ากัีนเลย

…..

แต่่เราสองคนยิ้ม :)



the power of bio clock
มีนาคม 29, 2007, 10:05 am
Filed under: critical

คุณเคยตื่นนอนตอนเช้าได้ ตามเวลาที่อยากจะตื่นโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกบ้างหรือเปล่า?

ผมเองเป็นคนนึงที่เวลาชีวิต และวิธีการเข้านอน-ตื่นนอน ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ธรรมชาติอยากให้เป็น นับตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย
ด้วยการนอนดึกถึงดึกมาก แล้วไปตื่นเอาตอนเที่ยง หรือบ่าย ซึ่งผิดวิสัยที่มนุษย์ทั่วไปพึงจะทำเป็นอย่างมาก

ไม่พอครับ

เหตุผลในการนอนดึกส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นเพราะทำงานดึกเลย แต่เป็นเพราะนั่งสังสรรค์กันเสียจนพระบิณฑบาตรมากกว่าในอัตรที่น่าจกใจ จึงไม่แปลกใจเลยว่าอาการโรคภูมิแพ้ที่หายไปนาน และความอ่อนเพลียมันจึงหมักหมมสะสมมาตลอด 3 ปี

จนกระทั่งการต้องมาฝึกงานทุกเช้าทำให้นิสัยการนอน และการตื่นนอนของผมเปลี่ยนไป
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการตั้งนาฬิกาปลุก 7 โมงครึ่งของผมใช้ไม่ได้ผลเลยแม้แต่วันเดียว
เป็นเพราะผมจะตื่นขึ้นมาก่อนเวลาที่นาฬิกาปลุกจะดังสักสองถึงสามนาทีตลอด
ไม่ว่าจะนอนดึก เที่ยวดึกขนาดไหน ก็จะตื่นก่อนเวลาปลกตลอด

มาเมื่อคืนที่ผมอยากทดลองอะไรบางอย่งกับตัวเอง
เลยจัดการตั้งนาฬืกาปลุกไว้เป็นเวลา 8 โมงเช้า
ผลเป็นยังไงหรอครับ

แน่นอนครับว่าผมตื่นก่อน 8 โมงสองถึงสามนาทีเหมือนเดิม !!

อาการตื่นเช้าแบบสั่งได้แบบนี้ ภาษาฝรั่งเขาเรียกกันว่า Bio Clock

สาเหตุที่ทำให้คนตื่นเช้าแบบสั่งได้นั้น
จริงๆแล้วมาจากการที่สมองส่วนกลางสั่งให้ร่างกายพร้อมที่จะทำงานเมื่อถึงเวลาที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องตื่น
ด้วยเซลล์รับแสงของดวงตาจะทำหน้าที่วัดความเข้มของแสงในเวลาที่เราตื่น
ถ้าแสงมีความเข้มข้นในระดับเดียวกันกับเวลานี้ของวันก่อนๆ
สมองก้จะสั่งให้ร่างกายของเราก็จะตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติโดยไม่มีความงัวเงีย เพราะสมองได้เตรีมร่างกายได้เตรียมพร้อมกับการตื่นนอนไว้แล้ว

มีการทำการทดลองทฤษฎีนี้ในหลายๆประเทศ โดยการให้คนที่ตื่นเป็นเวลาเดิมๆตลอดอย่างเป้นธรรมชาติ เข้าไปนอนในห้องที่ไม่มีแสงอาทิตย์ ผลปรากฏว่า เวลาในการตื่นนอนของคนที่รับการทดลองนั้นผิดเพี้ยนไปจากเวลาปกติ
แนวคิด ฺBio Clock จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

————-

ถึงจะรู็สึกแปลกๆ บ้างที่ต้องตื่นเช้าผิดเวลาปกติ
แต่คนโบราณเค้าพูดไว้ครับ
ว่าการตื่นเช้าเป็นพรของชีวิตข้อหนึ่ง

แล้วคุณจะไม่ลองตื่นเช้าดูบ้างเลยหรือ?



a week
มีนาคม 22, 2007, 10:23 pm
Filed under: creative

วันก่อนเจ้านายที่ G1 เอาหนังโฆษณาเรื่องหนึ่งมาให้ดูเป็นไอเดียเป็นโฆษณาของแมกกาซีนที่ออกรายสัปดาห์
พูดถึงเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวลา 7 วัน

ดูแล้วโดนใจอย่างแรง ถึงแรงมาก ยังไงก็ลองดูกันนะ

copy script 

The Week To the prisoner, 7 days less
To the sick, 7 days more
To the happy, 7 reasons
To the sad, 7 remedies
To the rich, 7 dinners
To the poor, 7 hungers
To Hope, 7 new dawns
To the sleepless, 7 long nights
To the lonely, 7 chances
To the absent, 7 guilts
To a dog, 49 days
To a fly, 7 generations
To businessmen, 25% of the month
To economists, 0.019 of the year
To the pessimist, 7 risks
To the optimist, 7 opportunities
To the Earth, 7 turns
To the fisherman, 7 returns
To meet a deadline, too little
To create the world, enough
To someone with the flu, the cure
To a rose on a jar, death
To History, nothing
To Época, everything.

“The Week”
Agency: W/Brasil Publicidade Ltda
Production Company: Ad Studio
Advertiser: Editora Globo
Brand Name: Época

บางทีงานง่ายๆ แต่คมคายด้วยข้อความแบบนี้มันก็ยังดีอยู่ไม่ใช่หรอ?



กรุงเทพ… ฝนตก
มีนาคม 19, 2007, 12:25 am
Filed under: critical

มันต้องมีความสัมพันธ์อะไรกันระหว่าง

การที่โตเกียวหิมะตกน้อยลงแบบฮวบฮาบ

กับการที่ซิดนีย์อากาศร้อนมากขึ้นแบบน่าตกใจ

กับการที่กรมอุตุฯของอเมริกาออกมาบอกว่าปีนี้เป็นปีที่โลกร้อนที่สุดตั้งแต่เคยมีการวัดอุณหภูมิมา

กับการที่ฝนตกในกรุงเทพเช้าเช้าเดือนมีนาแบบนี้

เห็นอะไรบ้างไหมครับ

ผมเห็นอยู่อย่างหนึ่ง

ผมเห็นว่าถึงเวลาที่ธรรมชาติจะแก้แค้นเราคืนแล้ว

ตลอด 1 ศตวรรษที่ผ่านมา เราพ่นควัน ทิ้งเรี่ยราด ตัดป่า ทำลายน้ำ

ไม่รู้ว่าโลกเจ็บแค่ไหนกับการโดนทำร้ายแบบหนักหน่วงรุนแรง โดยสปีชีส์มาใหม่อย่างมนุษย์

มันมากเกินไปครับกับ 100 ปีที่มนุษย์ทำลายสมดุลที่ธรรมชาติสร้างมาเป็นเวลาหลายล้านปี

เราทุกคนต้องรับผิดชอบครับ

ผมขอเริ่มด้วยการปิดคอมพิวเตอร์ก่อนก็แล้วกัน !!



HERE COME TAHITI 80 !!!
มีนาคม 18, 2007, 5:02 pm
Filed under: creative

ในที่สุด
และในที่สุด
พวกเค้าก็มาเมืองไทยกันจนได้…

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
เพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันไม่นาน ผ่านความสัมพันในรูปแบบ “เพื่อนของเพื่อน”
ได้ส่งเพลงเพลงหนึ่งมาทางสายโทรศัพท์ (ใช่แล้วครับฟังไม่ผิดหรอกเพราะสมัยนั้นยังไม่มี hi speed internet)

เพลงนั้นชื่อว่าเพลง “Heartbeat” แค่ท่อนแรงของเพลงผมก็หลงรักวงนี้หัวปักหัวปำแล้วครับ
แน่นอนว่าวงนี้จะเป็นวงอื่นไปไม่ได้เลยนอกจาก Tahiti 80 เราลองมาฟังถึงประวัติของวงนี้กันดีกว่าครับ

เรื่องราวของวงนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1993 ที่เมือง Rouen ในฝรั่งเศส เมืองเดียวกันกับที่ Joan of Arc โดนประหารชีวิต โดยวงการเพลงของฝรั่งเศสในยุคนั้นกำลังเหงาหงอยสร้อยเศร้ามากๆ หลังจาก Serge Gainsbourg หมดพลังแล้ว ไอ้หนุ่มจาก Rouen 4 คนอันได้แก่ Xavier Boyer (Voc, Gtrs, Keysboard) Mederic Gontier(Gtr, Voccal) Sylvain Marchand (Drums, Keyboard) Pedro Resende (Bass, Program) ก็นึกเบื่อที่จะฟังเพลงสั่วๆที่ไม่ได้จรรโลงใจเท่าไหร่ ก็เลยลุกขึ้นมาทำวงที่ร้องเพลงภาษาอังกฤษในฝรั่งเศสขึ้น โดยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกซึ่งออกกับค่าย Minty Fresh คืออัลบั้ม Puzzle ที่มีเพลงยอดฮิตคือ Heartbeat อยู่ด้วย โดยวางตลาดในปี 1999 ซึ่งทำให้กระแส French Pop, Soul Pop, Euro Pop หรืออะไรก็แล้วสุดแต่จะเรียกกัน แพร่กระจายจาก Rouen ไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่นที่วงนี้บูมมากกกกกก ไม่มากเท่าไหร่ แต่แค่ซิงเกิ้ลทุกแผ่นของวงนี้ ต้องวางขายที่ญี่ปุ่นเป็นที่แรก ก่อนที่ฝรั่งเศสเสียอีก

ต่อมาในปี 2002 อัลบั้มเต็มชิ้นที่สองของพวกเขา Wallpaper For The Soul ก็ได้ฤกษ์วางแผง ดนตรีของพวกเขาพัฒนาจากดนตรีป้อปที่มีเมโลดี้สละสลวย กลายเป็น ดนตรีป้อปที่มีเมโลดี้สละสลวย และมีกลิ่นเพลง soul อยู่ เนื่องจากการได้รับอิทธิพลจาก Al Green ของคนในวง วิธีการร้องของ Xavier จึงเปลี่ยนไปจากน่ารักหวานใส ก็กลายเป็นนิ่งขรึม จริงจังมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากๆคือเพลง 1,000 Times เพลงโปรดของใครๆหลายคนที่ผสมเอาเครื่องดนตรีที่ soulful อย่าง cello มาเข้ากับแนวทางดนตรีของวงได้อย่างลงตัว ละเมียดละไม ลองมาดูได้ใน mv เพลงนี้ครับ

จนถึงอัลบั้มล่าสุด ทิศทางของเพลง แนวคิดขอวงดูเหมือนจะคืนสู่ความเป็นสามัญ คือการขับเน้นเอาศักยภาพของการสร้างเสียงดนตรีของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากอัลบั้ม Fosbury นี้ เราจะได้ยินสำเนียงของดนตรีที่ดูหนักแน่น เอนมาทาง rock มากขึ้นกว่าสองอัลบั้มที่ผ่านมา เมโลดี้ที่สวยงามคล่องหูจะลดน้อยลงไป แต่แทนที่ด้วยเนื้อเพลงที่คมคาย อย่างในเพลง Big Day ที่มีท่อนที่ร้องว่า
come and get it, come and get it now
there’s a big day waiting for you…
แตกต่างไปจากอัลบั้มก่อนๆด้วยการพูดถึงเนื้อหาที่เป็นนามธรรมมากขึ้นกว่าเรื่องราวความรักหวานใส การง้องอนของคู่รัก เป็นการพูดถึงความหวัง ความฝัน และจุดมุ่งหมายในชีวิต



ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมโลดี้เปี่ยมเสน่ห์แบบนั้น หรือเสียงร้องแหบพร่า แต่หวานจับใจของ Xavier นักร้องนำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม วันอาทิตย์ที่ 25 เดือนนี้ ผมไม่อยากให้มีใครพลาดที่จะไปดูวงนี้มาเล่นสดแบบตัวเป็นๆ ไม่ใช้สลิง ไม่โชว์สตันท์กันที่คอนเสิร์ท Melody of Life ที่ Central World กัน ของดีๆแบบนี้พลาดไป ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะมาเมืองไทยกันอีกเมื่อไหร่ และคงต้องคอยดูกันต่อไปว่า วงดนตรีวงนี้ จะสร้างปรากฏการณ์อะไรขึ้นอีกในเวลาอันใกล้ที่จะมาถึง


edit @ 2007/03/18 20:53:18